ถิ่นเดิมของคนเชื้อชาติไทย

ถิ่นเดิมของคนเชื้อชาติไท���

แบ่งปันข้อมูลโดย

Anupong

ถิ่นเดิมของคนเชื้อชาติไทย

เชื้อชาติไทยเป็��เชื้อชาติที่สำคัญยิ่งใหญ่มาแต่โบราณและมีความเจริญรุ่งเรืองมานานรุ่นเดียวกับชาติอื่น ๆ เช่น

ชาติบาบิโลน นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน และจีน ได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์

และวรรณคดีของจีน ลงความเห็นว่า หมู่ชนชาติเชื้อไทยนั้นได้ตั้งถิ่นฐานเป็นอาณาจักรถาวรในดินแดนทางภาคใต้ของจีน

ปัจจุบันมานานก่อนคนเชื้อชาติจีนจะเข้ามาในดินแดนที่เป็นอาณาเขตของจีนในปัจจุบันนี้

แหล่งกำเนิดของชนเชื้อชาติไทย

แหล่งกำเนิดของชนเชื้อชาติไทย มีข้อสันนิษฐานเชื่อกันมาว่า

( 1) แหล่งกำเนิดของคนเชื้อชาติไทยเดิมนั้นอยู่แถบภูเขาอัลไตแล้วอพยพมาอยู่ในดินแดนของจีนในปัจจุบันก่อนคน

เชื้อชาติจีน

กล่าวกันว่าชนชาติโบราณที่อยู่ตามเทือกเขาอัลไตทางด้านนี้มีพวกโลโละ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า มอญ เขมร ซึ่งเป็นพวก

พเนจรเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ และบ้างก็ตั้งหลักแหล่งทำการเกษตรบ้างแล้ว ซึ่งชนชาติเหล่านี้มีชนชาติไทยอยู่ด้วย ถิ่นที่ว่าเป็นแหล่ง

กำเนิดเดิมของไทยคือตอนเหนือของแม่น้ำเออทิส ระหว่างแม่น้ำเอนนิสไซและแม่น้ำอิลี

เรื่องชนชาติไทยอพยพกันลงมาจากภูเขาอัลไตนั้นมีผู้คัดค้านมากมาย ชนชาติไทยในถิ่นเดิมนั้นยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด

ทราบกันว่าแต่ก่อนนี้มีอาณาจักรของคนไทย เราเรียกตนเองว่า “อ้ายลาว” (แปลว่าคนใหญ่ คำว่า “อ้าย” แปลว่าใหญ่ ส่วน “ลาว”

แปลว่าคน) ต่อมาจึงใช้คำว่าไท สันนิษฐานว่าใช้คำว่า “ไท” นี้มานานแต่หลังอ้ายลาว นอกจากอ้ายลาวแล้วเรายังมีชื่อเรียกกันหลาย

อย่าง เช่น มุง ลุง ปา

ตามหลักฐานกล่าวว่าถิ่นฐานของไทยอยู่ระหว่างแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำยั่งจื้อ หรือแยงซี

ไท หรืออ้ายลาวอยู่ในระหว่างแม่น้ำสองสายนี้ ปรากฏในจดหมายเหตุจีนเรียกชื่อไทยครั้งแรกว่า “ต้ามุง” หรือ “มุงใหญ่”

คือ ชาติ “อ้ายลาว” ไทยเรียกตนเองว่าอ้ายลาว แปลว่า “คนใหญ่” จีนเขียนจดหมายเหตุไว้ว่า ชนชาติอ้ายลาวเป็นเจ้าของถิ่นมา

ก่อนจีน ซึ่งเป็นระยะสองพันปีก่อนคริสต์กาล จีนได้มาพบไทย มุง ลุง ปา ปัง ปละลาว บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำยั่งจื้อ ครอบครองเสฉวน

ตะวันตกไปจนเกือบจดทะเล

3,881 ปีหลังจากจดหมายเหตุฉบับนี้ คือ ในปี ค.ศ.1901 หมอดอดจ์เดินทางไปในในดินแดนนี้ยังได้พบคนไทยที่เรียน

ตนเองว่า ลุง และ ปา แต่จีนเรียกว่า “ลุงเชน” แปลว่าประชาชนชาวลุง และพวก “ปา” เรียกว่า “ปายี่” แปลว่า “คนป่าเถื่อน”

พวกไทยมุงที่เรียกตนเองว่าอ้ายลาวนั้นเป็นพวกเก่าแก่โบราณกว่า พวกบาบิโลน อัสสิเรีย และอียิปต์

ในหนังสือแสดงพงศาวดารสยาม พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “ชนชาติไทย

เป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่งในเอเชียฝ่ายตะวันออกมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แม้ในทุกวันนี้นอกจากนามสยามประเทศนี้ ยังมีชนชาติไทย

ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอื่นอีกเป็นอันมาก ที่อยู่ในดินแดนประเทศจีนก็หลายมณฑล ทั้งในแดนตังเกี๋ย แดนพม่า ตลอดจน

มณฑลอัสสัมในประเทศอินเดีย แต่คนทั้งหลายหากเรียกชื่อต่าง ๆ กันไปตามถิ่นที่อยู่ เช่น เรียกชาวสยาม ลาว เฉียง ฉาน เงี้ยว ลื้อ

เขิน และอาหม ที่เรียกตามเค้านามเดิมก็มีบ้าง เช่น ผู้ไท ที่แท้พวกที่ได้นามต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นชนชาติไทย พูดภาษาไทย

และถือตัวว่าเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ตามเรื่องพงศาวดารเดิมที่ปรากฏมาว่า เดิมนั้นชนชาติไทยตั้งภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนทุกวันนี้

ตกเป็นอาณาเขตของจีนฝ่ายใต้ ที่เรียกว่ามณฑลฮุนหนำ มณฑลกุยจิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง มณฑลกวางใส ทั้งสี่มณฑลนี้มีบ้านเมืองและ

เจ้านายของตนปกครองแยกย้ายกันอยู่ในหลายอาณาเขต จีนเรียกชนชาติไทยพวกนี้ว่า “ฮวน”

ในปัจจุบัน ยังมีคนไทยอยู่ในอาณาเขตตอนใต้ของจีนอีกมาก ในมณฑลไกวเจาและมณฑลกวางสีและในตะวันออกของ

ยูนนานแม้รัฐบาลจีนในปัจจุบันได้ประกาศว่า คนจีนแคะ ที่แท้เป็นคนไทย ยอมให้แยกตัวเป็นรัฐอยู่ภายใต้สาธารณรัฐประชาชนจีน

(2) แหล่งกำเนิดของไทยอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน

ตามหลักฐานทางศิลปวัฒนธรรมว่าต้นกำเนิดของชนชาติไทยในปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากมนุษย์แรกเริ่มที่เดินตัวตรง

อายุถอยหลังไปประมาณ 500,000 ปี ร่วมสมัยกับมนุษย์ปักกิ่งและมนุษย์ชวา กระจัดกระจายอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน

ปรากฏหลักฐานแน่ชัดมาจนปัจจุบันว่าชนชาติไทยเป็นเจ้าของถิ่นเดิมในแหลมทอง มีการอพยพไปจากถิ่นเดิมบ้าง บางกลุ่มก็

อพยพวนเวียนอยู่ ในแหลมทองนี้เพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่สืบเชื้อสายต่อไปเป็นเวลานานกว่า 500,000 ปี

ชนชาติละว้า เป็นชนชาติที่วิวัฒนาการมาจากไทยสยามเจ้าของถิ่นเดิมในแหลมทอง เป็นชนชาติที่อพยพเคลื่อนย้ายอยู่

ในส่วนที่เป็นอาณาจักรไทยในปัจจุบันมาตลอดช่วง 3,000 ถึง 4,000 ปีมาแล้ว แต่เมื่อมาได้สังคมกับพวกอินเดีย ชาวอินเดียจึงตั้ง

ชื่อให้ว่า “ไทยสยาม” ตามผิวกายที่คล้ำ ไม่ดำเหมือนพวกนิกรอยด์ ไม่ขาวเหมือนพวกคอเคซอย และไม่เหลืองเหมือนพวก

มองโกลอยด์

ชนชาติไทยนี้จัดอยู่ในพวกเซียมมอยด์ เป็นพวกมนุษย์ตัวตรงซึ่งเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าพวกออสตราลอยด์

(3) คนไทยมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน

ชนชาติอ้ายลาวนั้นเป็นชนชาติไทยในแหลมทอง หรือเป็นพวกเซียมมอยด์ผิวคล้ำ อพยพกลุ่มใหญ่เพื่อหาที่ดินที่อุดม

สมบูรณ์ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทั้งภาค ระหว่าง 5,000 ถึง 4,000 ปีล่วงมาแล้ว พวกเซียมมอยด์ทางตะวันตกเฉียง

เหนือและภาคกลาง ก็อพยพตามขึ้นไปบ้างเหมือนกันแต่ไม่มากเหมือนพวกแรก ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาเขตของจีนตอนใต้

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนหลัง (ตอนสามก๊ก) ชนชาติไทยในจีนเสื่อมลง มีฐานะเป็นเพียงรัฐหนึ่งในหกรัฐของจีน จึงอพยพ

กลับลงมาทางใต้อีกครั้งหนึ่ง และอยู่กับพวกเดียวกันในแหลมทอง

การอพยพของไทยในจีน

นักโบราณคดีศึกษาได้ความว่า ประเทศจีนฝ่ายใต้ ปัจจุบันคือมณฑลกุยจิ๋ว ฮุนหนำ กวางตุ้ง และกวางใส แต่เดิมเป็น

อาณาเขตของไทยตั้งบ้านเมืองอยู่โดยเป็นอิสระแก่กัน แต่เมื่อมีผู้คนคับคั่งมากขึ้นจึงมีการอพยพลงมาทิศตะวันตกเฉียงใต้และ

ทิศใต้ ในปีพ.ศ.205 อำนาจไทยในมณฑลเสฉวนหมดสิ้นไปเนื่องจากจีนแทรกซึมขยายตัวจนสามารถขับคนไทยออกไปจาก

มณฑลเสฉวนได้

มีการกล่าวถึงไทยอีกครั้งในประวัติศาสตร์จีน กล่าวถึงเรื่องจีนรบกับพวกฮวน แท้จริงคือพวกไทยนั่นเอง คนจีนเรียก

คนไทยว่า “ฮวนนั้ง” แปลว่า “คนป่า” คนไทยไม่ยอมรับคำนี้ จากพงศาวดารไทยใหญ่ว่าเมื่อ พ.ศ.590 ไทยทนการเบียดเบียนของ

คนจีนไม่ได้ จึงยกกองทัพล่องแพไปตีจีนโดยใช้ลำน้ำฮั่นและลำน้ำแยงซี แต่พ่ายแพ้จีน ดังนั้นในปี พ.ศ.612 จึงยอมเป็นเมืองขึ้นของจีน เป็นเหตุ

ให้คนไทยเกิดการอพยพใหญ่ลงมาตามทางที่พวกคนไทยได้เคยอพยพกันลงมาแล้วทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้

พวกที่ลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินทางลุ่มแม่น้ำคงหรือแม่น้ำสาละวินในปัจจุบัน และตั้งบ้านเมือง

เป็นอิสระได้เมื่อราว พ.ศ.800 ตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองพง ส่วนไทยอีกสายหนึ่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานทางลุ่มแม่น้ำโขง แล้วก็ตั้งประเทศ

เป็นอิสระในเขตที่เรียกว่าสิบสองจุไทย มาจากคำว่า “สิบสองเจ้าไทย” แต่แรกก็ตั้งเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นอิสระแก่กันก่อน ต่อมา

เจ้าไทยองค์หนึ่งชื่อพ่อขุน “บรม” รวบรวมเมืองไทยเป็นอาณาจักรเดียวที่เมืองแถง แล้วขยายอาณาเขตไปทางทิศตะวันออกใน

แว่นแคว้นหัวพันห้าพันหกและแขวงเมืองตังเกี๋ย ขยายมาทางใต้จนลงมาตั้งที่เมืองหลวงพระบางประชิดอาณาเขตของขอมในสมัยนั้น

แล้วจนราว พ.ศ.1400 พระเจ้าพรหมซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยพระองค์หนึ่งได้รบพุ่งแย่งแผ่นดินจากอำนาจของขอมมาจนถึงเมือง

เชลียงได้อาณาเขตทางภาคพายัพไว้ในมือและสร้างเมืองฝางขึ้นเป็นเมืองของไทยทางด้านฝั่งใต้ของแม่น้ำโขงเป็นเมืองแรก

ส่วนพวกคนไทยที่เหลือในถิ่นไทยเดิม ต่างก็ตั้งประเทศแยกกันเป็นอิสระแก่กันถึง 6 แคว้น จนกระทั่งในปี 1172 ได้รวม

กันทั้งหกแคว้นเป็นอาณาจักรมีพระเจ้าสินุโล (ไทยว่าเป็นขุนหลวง) เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และสืบราชวงศ์ต่อมา 4 แผ่นดินจนถึงพระเจ้า

โก๊ะล่อฝง ครองราชสมบัติในปี 1291 แผ่นดินมีความเข้มแข็งในการศึกมาก แล้วไปตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองหนองแส (ตาลีฟู ซึ่งยังอยู่ที่

มณฑลฮุนหนำจนทุกวันนี้) จีนเรียกอาณาจักรนี้ว่า “น่านเจียว” ไทยเรียกว่า “น่านเจ้า” แปลว่า เจ้าเมืองฝ่ายใต้

ราชวงศ์พระเจ้าสินุโลครองราชอาณาจักรน่านเจ้ามานานถึง 255 ปี รวม 13 รัชกาล ราชวงศ์ต่อมาเป็นเชื้อสายไทยปนจีน

ครองต่อมาอีก 350 ปี ขนบธรรมเนียมประเพณีแปรเปลี่ยนเป็นจีนมากขึ้น จนกระทั่งเสียอาณาจักรแก่พวกมองโกลคือ พระเจ้าแผ่นดิน

จีนราชวงศ์หงวน

อาณาจักรน่านเจ้า

ใน พ.ศ.888 ปรากฏในพงศาวดารไทยใหญ่ว่า ไทยอพยพลงมาสู่แหลมอินโดจีน เป็นการอพยพใหญ่อีกครั้ง แต่มิได้ลง

มาหมด ยังมีชาวไทยตกค้างอยู่ที่ดินแดนเดิมในทางใต้ของจีนเมื่อประมาณ พ.ศ.1000 และยังมีอยู่ทั่วไปในมณฑลยูนนาน กวางสี

และกวางตุ้ง มีอยู่กลุ่มเดียว ที่ตั้งอาณาจักรขึ้น กินเนื้อที่ยูนนานทั้งหมดและเลยแผ่ไปถึงมณฑลกวางสีและกวางเจา อาณาจักร

ไทยนี่เรียกว่า น่านเจ้า

อาณาจักรน่านเจ้ามีราชธานีอยู่ที่เมืองตาลีฟูหรือหนองแส พระเจ้าสินุโลเป็นปฐมกษัตริย์ แต่งทูตไปเจริญราชไมตรีกับ

ราชวงศ์ถัง ใน พ.ศ.1194 ในสมัยน่านเจ้านี้มีการใช้อักษรไทยในการเจริญราชไมตรีกับจีน

ในสมัยน่านเจ้าไทยได้นับถือศาสนาพุทธ มีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์แคว้นมคธ ต่อมาตามหลักฐานทางโบราณคดีเชื่อกันว่า

น่านเจ้านั้นไม่ใช่ของไทย หากเป็นของพวกโลโล่หรือพวกยี๋หรือไป๋ที่จีนสนับสนุนให้เป็นอาณาจักรทางด้านใต้ ไทยเป็นแต่เพียงชน

กลุ่มน้อยที่อยู่ในอาณาจักรน่านเจ้าเท่านั้นและชาวโลโล่นี่เองที่เป็นผู้รุกรานและเบียดเบียนดินแดนของไทย ทำให้ไทยเป็นจำนวน

มากอพยพจากอาณาจักรน่านเจ้าลงมาอยู่ทางตอนใต้ของประเทศนั้น

อาณาจักรน่านเจ้าได้เปลี่ยนชื่อในตอนหลังว่าอาณาจักรตาลี และเสียอิสรภาพแก่กษัตริย์มองโกล คือกุบไลข่าน ในปี พ.ศ.

1797 พลเมืองชาวโลโล่รวมทั้งคนไทยส่วนน้อยก็อพยพออกจากน่านเจ้าหรือตาลีเป็นจำนวนมาก...

(จากเว็บไซต์ http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/so02/so20_2.html)